บิณฑ์ เปิดใจครั้งแรก หลังเจอดราม่าเชี๊ยะกระบาลเด็ก

สำหรับตรงนี้ต้องบอกว่า เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจกันอย่างมากเลยทีเดียว เรียกได้ว่าผ่านมาหลายเดือนแล้วกับดราม่าครั้งใหญ่ของ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ที่เคยมีข่าวว่าเจ้าตัวประกาศจะตบเด็กชู 3 นิ้ว ซึ่งเหตุการณ์ในตอนนั้นลุกลาม ชาวเน็ตถล่มด่า ขุดคุ้ยอดีต ถามหาเงินบริจาคต่างๆ นานา จนเจ้าตัวถึงขั้นออกมาประกาศลาออกจาก มูลนิธิร่วมกตัญญู และชี้แจงไม่คิดตบเด็กชู 3 นิ้วที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ขอสู้กับคนจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์

ล่าสุด บิณฑ์ ได้เปิดใจถึงชีวิตหลังผ่านดราม่า เจ้าตัวยังคงเดินหน้าช่วยเหลือสังคมเหมือนเดิม แต่เหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ทำให้เรียนรู้ที่จะอยู่เงียบๆ ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

ตอนนี้ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง ในทุกๆ เรื่อง?

ทุกอย่างโอเคดีหมด วงการบันเทิงก็คือรอโควิดให้มันซาๆ ลง เราก็อยากจะมาทำหนังเหมือนที่เราทำมา แล้วเรามาหยุดตอนช่วงโควิด มาสองสามปีที่ไม่ได้ทำ แล้วก็จะมีโครงการที่มาทำละคร คือตอนนี้ทุกอย่างมันลำบาก อะไรที่มันลำบากก็อยู่ไปก่อน แต่เรื่องการทำกุศลเราไม่ได้หยุดเราทำไปเรื่อยๆ ถามว่าชีวิตของผมก็คือดีมาก เพราะหนึ่งเลยผมไม่อยู่ฝ่ายไหน แล้วผมไม่มีฝักใฝ่เรื่องการเมืองอยู่แล้ว เพราะมันไม่ใช่เจตนาเราตั้งแต่แรก

เราบอกแล้วว่าเราเข้ามาเพื่อส่วนรวมเพื่อพี่น้องประชาชนจริงๆ เรารู้ว่าทางที่เราจะเดินเราควรจะเดินไปทางไหน อย่างทุกวันนี้บ้านสุขสุดท้ายเราก็ไม่ได้เปิดรับบริจาค ไม่ได้มาขอคนนั้นคนนี้ ไม่มี แต่ใครไปบ้านสุขสุดท้ายแล้วอยากจะทำบุญทำอะไรก็เชิญเลยครับผมไม่ได้ลงบอกนะว่าช่วยผมหน่อย ผมแล้วแต่คนใครอยากทำก็ทำ ตามความสะดวกสบายใจคุณ ทำแล้วคุณสบายใจคุณทำเลย ที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นที่สุขสุดท้าย

ถามย้อนถึงหนึ่งปีที่ผ่านมากับโซเชี่ยลที่เราได้รับความรุนแรงจากคนเห็นต่าง?

ใจเรามันฝังมาตั้งแต่เด็กๆ เรื่องเกี่ยวกับสถาบัน แล้ว ณ ตอนนั้นเราเห็นใครย่ำยีเห็นใครจาบจ้วงมันรู้สึกว่ามันไม่ไหวทนไม่ได้ ก็คิดว่าอย่างนั้นไง แต่พอมาวันนึงเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นมันผ่านไป เราก็มาไตร่ตรองว่าสิ่งที่เราทำไปมันก็มีทั้งผิดและถูก ถูกคือเราคิดว่าเราจะต้องปกป้องสถาบัน

แต่มันผิดตรงที่ว่าเราก็ไม่ควรที่จะไปรุกล้ำคนที่ต่างจิตต่างใจ เขาจะคิดยังไงจะให้คิดเหมือนเรามันไม่ได้ แล้วก็มาคิดว่า..เออมันก็จริง คือมันดีตรงที่ว่า เออเรารัก แต่ที่ไม่ดีคือเราต้องไปบูลลี่กับเขาทำไม อยู่เฉยๆ รักก็อยู่ในใจของเรา พอเหตุการณ์นี้มันผ่านไปเราก็ถือว่าไม่เป็นไร เพราะว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาปุ๊บ มันไม่มีใครมาช่วยเราหรอก

เราต่อสู้ด้วยตัวเองต้องเผชิญกับไอ้พวกนี้ด้วยตัวเอง เราก็จะต้องทำต่อไปในข้างหน้าคือการที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครทั้งนั้นแต่ใจเรารักและเทิดทูนสถาบันแต่เราไม่ต้องแสดงออกถึงขนาดนั้นก็ได้ ณ ตอนนั้นเราเข้าใจแหละว่ามันเหมือนกับเราต้องทำสงครามและเราไม่ได้รู้จักเขาด้วย แต่เขารู้จักเรา จะมีความเกี่ยวข้องกับอะไรเราไม่รู้ เพราะสรุปแล้วเรื่องทั้งหมดมันก็เรื่องการเมือง แล้วก็เลยคิดว่าเราไม่ยุ่งดีกว่า

ตอนนี้เราทำของเราดีกว่าเรารู้สึกสบายใจกว่า ใครจะว่ายังไงก็แล้วแต่ มันเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ คุณต้องออกมาไม่ใช่ปล่อยให้คนธรรมดาอย่างเราต้องไปต่อสู้กับพวกนั้นต่อสู้กับสิ่งที่มันไม่ถูกต้อง

พอถึงเวลาเราต่อสู้แล้วไม่เห็นมีใครมาช่วยเหลืออะไรเราเลย เออก็เหมือนกัน ถ้ากูไปติดคุกก็คงไปติดคุกอยู่คนเดียว (หัวเราะ) ไม่เป็นไรรักใครชอบใครอยู่ในใจไม่จำเป็นจะต้องไปแอนตี้ใครที่ไม่รักเหมือนกับเรา เขาอาจจะรักตัวเรา พอเราไปตรงนั้นปุ๊บมันก็เลยกลายเป็นว่าความคิดของเขาเปลี่ยนไปเลย

 

คิดยังไงกับคำว่าทำดีมาทั้งชีวิตผิดพลาดนิดโดนถล่มยับ?

ไอ้ตรงนั้นน่ะไม่ได้คิดหรอก เพราะว่าสิ่งที่เราทำมาก็เชื่อว่ามันอยู่ในใจหลายๆ คนและหลายๆ คนก็เข้าใจเรา แต่กลุ่มนึงมันมีอยู่แล้วจะแอนตี้เราอยู่แล้วไม่ว่าจะอะไรก็แล้วแต่ แต่ผมเชื่อ คนที่ด่าผมมันก็เคยชอบผมมาก่อน มันก็เคยศรัทธาเราแต่เมื่อความคิดมันต่างกัน มันก็เปลี่ยนความคิดของเขาได้

เพราะฉะนั้นการทำดีมาทั้งชีวิตแล้วจะมาเสียเพราะเราออกมาเทิดทูนสถาบัน รักสถาบัน คุณจะด่าผมอะไรผมถ้าคุณเข้าใจในตัวผม สักวันนึงจะรู้ว่าไม่มีอะไร พี่ไม่เคยไปด่าใครก่อนไม่เคยเลยและไม่เคยยุ่งกับการเมืองมาตั้งนานแล้ว

แต่ถ้าทุกคนจะมาเกลียดเพราะพี่ปกป้องสถาบัน อันนั้นมันก็ไม่รู้จิตใจคนก็แล้วแต่ แต่จิตใจพี่ก็ยังโอเคปกติเหมือนเดิม ใครจะเกลียดหรือใครจะกลับมารักก็แล้วแต่ไม่เป็นไรเพราะก็เข้าไปช่วยเหลือทุกคน

อย่างไรก็ตาม บิณฑ์ เปิดใจครั้งแรก หลังดราม่า เบริดกระบาล เด็กชู 3 นิ้วแผ่ว โอดเจอปัญหาไร้คนป้อง เรียนรู้ที่จะอยู่เงียบๆ