ผู้ประกอบการร้านค้าร่วม เราชนะ

เป็อนอีกหนึ่งเรื่องราวที่คนทั้งประเทศต่างติดตามและให้ความสนใจกันเป็นอย่างมากสำหรับในส่วนของมาตรการ เราชนะนั้นถือได้ว่า ในช่วงนี้นั้น มีความหมายสำหรัยใครหลายๆคนทั่วประเทศเป็นอย่างมากจริงๆ และเป็นอีกหนึ่งแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจอีกด้วย

จากกรณีที่ นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล ขอให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง ระงับสิทธิ์ และเรียกเงินคืนจากผู้ประกับการ 2,099 ราย เหตุผิดเงื่อนไขโครงการเราชนะ โดยขอให้กระทรวงการคลังชะลอการเรียกเงินคืนจากกลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าว

เนื่องจากรายละเอียดในข้อกล้าวหายังไม่ชัดเจน มีเพียงการระบุพบลักษณะธุรกรรมผิดเงื่อนไข คือ รับสแกนแล้วแลกเป็นเงินสด แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีประชาชนร้องเรียนว่าถูกกินหัวคิวจากผู้ประกอบการร้านค้า เพราะอาจเต็มใจที่จะได้เงินสด นอกจากนี้ ในการเปิดโอกาสให้ร้านค้าแสดงหลักฐานชี้แจง กรรมการผู้ตรวจก็เป็นคนของ สศค. อีกทั้งเงื่อนไขต่าง ๆ ก่อนเข้าร่วมโครงการก็ไม่ได้ชี้นำให้รับรู้หลักเกณฑ์ได้อย่างชัดเจน

ล่าสุด นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุถึงวัตถุประสงค์ของโครงการเราชนะ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการใช้จ่ายภาคครัวเรือน รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจาก CV19 ระลอกใหม่ โดยการเข้าร่วมโครงการฯ สศค. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และความยินยอมสำหรับผู้ประกอบการ-ประชาชน รวมถึงเผยหลักเกณฑ์ที่เว็บไซต์ www.เราชนะ.com เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ได้รับทราบและเข้าใจหลักเกณฑ์ และจะต้องให้ความยินยอมที่จะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวก่อนเข้าร่วมโครงการฯ

เมื่อประชาชนรวมถึงผู้ประกอบการได้ให้ความยินยอมที่จะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ ในขั้นตอนสมัครแล้ว ประชาชนจะได้รับวงเงินช่วยเหลือไม่เกิน 9,000 บาท ตลอดโครงการ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บัตรคนจน, แอปพลิเคชั่นเป๋าตัง และบัตรประชาชน

โดยสามารถใช้จ่ายสิทธิเพื่อชำระค่าสินค้า-บริการที่มีการซื้อขาย หรือรับบริการจริงผ่านแอปฯ ถุงเงิน หรือเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (เครื่อง EDC) ของร้านค้าที่ได้สมัครและให้ความยินยอมเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 1.3 ล้านราย ซึ่งกระทรวงการคลังได้โอนเงินให้ผู้ประกอบการโดยตรงในวันถัดไปตามยอดธุรกรรมการใช้จ่าย

ที่สำคัญ ก่อนหน้านี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชนและออกแถลงข่าวกระทรวงการคลัง โดยขอความร่วมมือให้ประชาชน และผู้ประกอบการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขของโครงการฯ มาโดยตลอด เพื่อควบคุมและป้องกันการกระทำความผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ เช่น รับแลกสิทธิเป็นเงินสด อีกทั้งยังได้เปิดให้ประชาชนที่พบเห็นการกระทำความผิดที่ฝ่าฝืนเงื่อนไขแจ้งเบาะแสได้ ซึ่งก็มีประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามาให้ทราบอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ สศค. ได้รับการแจ้งเบาะแสรวมถึงตรวจพบความผิดปกติของธุรกรรมที่เข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการฯ จะระงับสิทธิการใช้แอปฯ ถุงเงินชั่วคราวเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับรัฐ และแจ้งให้ผู้ประกอบการติดต่อกลับเพื่อชี้แจงโต้แย้งภายใน 14 วัน และเมื่อครบกำหนดจะได้นำเอกสารชี้แจงโต้แย้งของผู้ประกอบการเข้าสู่การพิจารณาตามกระบวนการตรวจสอบดำเนินการที่เข้าข่ายผิดหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขของโครงการฯ โดยได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณาตรวจสอบข้อมูล และเรื่องร้องเรียนสำหรับโครงการเราชนะ ที่มีองค์ประกอบคณะทำงานฯ จากหน่วยงานภายนอก เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ธนาคารกรุงไทย และกรมบัญชีกลาง เพื่อตรวจสอบพิจารณาวินิจฉัยข้อมูลของผู้เข้าร่วมโครงการฯ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการฯ ให้เป็นไปด้วยความรอบคอบ

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และขยายผลการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย

เมื่อคณะทำงานฯ ได้ติดตามตรวจสอบและพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ประกอบการกระทำการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าวจริง หรือไม่ชี้แจงโต้แย้งพร้อมส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องภายในระยะเวลาที่กำหนด จะมีหนังสือประทับตราแจ้งผลวินิจฉัยและขอให้ชำระเงินคืนให้แก่โครงการฯ และผู้ประกอบการสามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือประทับตรา ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนดังกล่าวนี้ ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ออกหนังสือประทับตราแจ้งผู้ประกอบการ จำนวน 2,099 ราย เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 64

ทั้งนี้ เมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้ว กรณีไม่มีการชี้แจงหรือไม่ส่งข้อมูลหลักฐานประกอบการอุทธรณ์ หรือไม่มีการชำระเงินคืนให้แก่โครงการฯ รวมถึงกรณีอุทธรณ์มาแต่คณะทำงานฯ พิจารณาแล้วเห็นว่ายังมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ ก็จะมีหนังสือแจ้งผู้ประกอบการอีกครั้ง ดังนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

จึงขอแจ้งให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่ได้ส่งหนังสืออุทธรณ์ ขอให้เร่งดำเนินการส่งคำอุทธรณ์หรือข้อมูลหลักฐานชี้แจงให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อนำสู่กระบวนการพิจารณาของคณะทำงานฯ และกระบวนการเรียกร้องตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป