กางเกงยีนส์ไทยพันล้าน เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า Hold’em สัญชาติไทย

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่คนทั้งโซเชียลต่างให้ความสนใจและติดตามกันอย่างมากในส่วนของตรงนี้ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ดังของไทยที่ดังไกลทั่วโลกที่เบียดเทียบเท่า EVIZU และ G-starlaw ก็ว่าได้ สำหรับ Hold’em โดย จากคาแร็กเตอร์สามแถบที่อยู่บนกางเกงยีนส์ มาเบลนด์รวมกับซิกเนเจอร์ของ BLEND 285 Signature เกิดเป็น Signature ใหม่ ทั้งบนเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์ พร้อมกับอีเวนต์ครั้งใหญ่ของทั้งสองแบรนด์ที่ใจกลางกรุงเทพฯ อย่างสยามสแควร์

จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจของ คุณแม็ค นั้นเริ่มมาจากความชอบในการเกงยีนส์ และ การ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนารูโตะ ที่ตัวละครจะมีผ้าพันแผลที่ขา ซึ่งกลาย เป็นต้นแบบ ของลาย สาม แถบของ Hold’em

และเหตุผลง่ายๆคือ เขาไม่อยากตื่นเช้า โดยเมื่อสมัยที่ คุณแม็ค พึ่งเรียนจบปริญญาตรีใหม่ๆก็ได้ทำงานบริษัทฯ แห่งหนึ่งโดยได้รับเงินเดือนเดือนละ 9,000 บ. และต้องตื่น ตี 5 เลิกงาน 5 โมงเย็นเหมือนพนักงานออฟฟิตทั่วไปพร้อมกับเรียนต่อปริญญาโทที่ จุฬาฯ ไปด้วย

พร้อมทั้งในขณะนั้น คุณแม็ค ต้องการที่จะออกแบบกางเกงยีนส์ที่ตนเองต้องการเพราะไม่อยากใส่ซ้ำกับใคร จึงได้ลองติดต่อกับโรงงานเพื่อผลิต กางเกงยีนส์ที่ตนเองออกแบบเองเพราะไม่อยากใส่ซ้ำกับใคร

จึงได้ลองติดต่อกับโรงงานเพื่อผลิต กางเกงยีนส์ที่ตนเองออกแบบเองเมื่อมีหนทางและได้รู้จักกับโรงงานผลิตกางเกงยีนต์ด้วยความใจกล้าจึงได้ตัดสินใจลาออกจากบริษัทฯและออกจากการเรียนปริญญาโทที่จุฬาฯโดยไม่ได้ปรึกษากับทางครอบครัวเลย

เพื่อที่จะมาทำในสิ่งที่ตนเองชอบและต้องการที่จะทำจริงๆโดย คุณแม็ค เริ่มผลิตกางเกงยีนส์มาขายโดยเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพโดยสั่งจากต่างประเทศ และมี มูลค่าสูง ทำให้ต้นทุนก็สูงตามไปด้วยโดยที่ ณ ตอนนั้นคุณแม็คไม่ได้มีความรู้ทางด้านทำธุรกิจ

จึงไม่ได้ควบคุมต้นทุนโดยกางเกงยีนส์ล็อตแรก คุณแม็ค ขายโดยเฉลี่ยตัวละ 6,400-8,900 บ. พร้อมกับคำสมประมาทจากทางครอบครัวว่า กางเกงแพงขนาดนี้ใครเขาจะมาซื้อมรึงวะ

โดย คุณแม็ค ลงทุนทั้งหมดจากเงินเก็บของตนเองประมาท 1 แสนบาทในกางเกงยีนส์ล็อตแรกพร้อมกับการขายวันแรกด้วยการ ขายไม่ได้เลย และด้วย ณ ตอนนั้น ยังไม่มีเฟสบุ๊ค แต่ มีเว็บบอร์ดคุณแม็ค จึงอาศัยช่องทางนี้ในการโปรโมตสินค้าของตนเองทำให้มีคนสนใจมากขึ้น และ ได้นำกางเกงยีนส์ไปฝากขาย

ที่ร้านของคุณป้าที่สยามทำให้มีคนสนใจมากขึ้น และ ได้นำกางเกงยีนส์ไปฝากขายที่ร้านของคุณป้าที่สยามจนเวลาผ่านไป ได้มีโอกาสเปิดร้านและมีหน้าร้านเป็นของตนเองจนเวลาผ่านไป ได้มีโอกาสเปิดร้านและมีหน้าร้านเป็นของตนเองที่สยาม

และได้โพสโปรโมตลงทางอินเตอร์เน็ททำให้สินค้าที่ทำมาขายหมดผ่านใน 3 วันแรกจนกระทั่ง ต่อมา ได้มีโซเชี่ยวเพิ่มมากขึ้น คุณแม็ค ได้โพสสินค้าลงทาง Instagram ซึ่งในตอนนั้น Instagramเป็นที่นิยมมากในประเทศจีน

ทำให้มีดีลเลอร์เข้ามาสนใจในผลิตภัณฑ์ของ Hold’em จึงได้ติดต่อมาเพื่อที่จะนำสินค้าไปขายในประเทศจีนและทางดีลเลอร์ก็ได้นำผลิตภัณฑ์ไปให้กับนักแสดงที่ประเทศจีนใส่ทำให้คนรู้จักกับแบรนด์ Hold’em

เพิ่มมากขึ้นไปอีกและมีความต้องการมากขึ้นและมีการสั่งสินค้ามากขึ้นโดย ณ ขณะนั้นทาง คุณแม็คจึงผลิตตาม order ที่ทางดีลเลอร์สั่งแบบไม่จำกัดทำให้สินค้าล้นตลาด และ มีการลดราคาลง

ทำให้สินค้าขายไม่ออกเพราะคนจีนนั้นมีนิสัยชอบสินค้าที่มีราคาแพงและหายาก และด้วยปัญหาการก็อปปี้หรือเลียบแบบสินค้าทำให้ คุณแม็ค ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่โดยการผลิตสินค้าแบบจำนวนจำกัดโดยปัจจุบัน

เมื่อมีสินค้าตัวใหม่มาขาย ก็จะอาศัยการจับฉลากในจำนวนที่พอดีกับสินค้า ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าให้มากขึ้นและทางลูกค้าที่ได้สินค้าไปยังสามารถไปเพิ่มมูลค่ามากกว่าเดิมได้และยังป้องกันสินค้าล้นตลาดอีกด้วยนี้คือวิธีการทำธุรกิจ

แค่ส่วนหนึ่ง ของ คุณแม็ค ที่ทำให้แบรนด์ Hold’em ประสบความสำเร็จ และเป็นที่รู้จักในหลายประเทศทั่วโลก ที่ เริ่มมาจากความชอบของตัวเองและลงมือทำอย่างเต็มที่

แหล่งข้อมูล : จากบทสัมภาษณ์ในรายการ Visions of asen , menstory และ รายการ zauz life ของคุณแม็คเองทางยูทูป